มีหลายบุญที่ฉันปลื้มที่สุด คำว่า ที่สุด ก็ยังมีที่สุด ที่สุดถีงที่สุด
และที่สุดสุด ๆ ฯลฯ. เอาเป็นว่า นี้ก็เป็นบุญหนึ่งที่ฉัน ปลื้มที่สุดบุญหนึ่งก็แล้วกัน
แรก ๆที่ฉันเข้าวัด ตอนนั้นฉัน ยังไม่ได้เข้ามาเป็นเด็กวัดเต็มตัว เช่นทุกวันนี้ ซึ่งเรียกว่าเจ้าหน้าที่เขตใน เรียกกันว่า "อุบาสิกา" สำหรับคำนี้นั้น เด็กวัดอย่างพวกเราทราบดีว่า ใช้สำหรับคนที่เสียสละชีวิตเข้ามารับใช้งานพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ มิได้หมายถึง อุบาสิกา ทั่ว ๆไป
เริ่มเรื่องเลยดีกว่านะ บุญทำแล้วปลื้ม มี บุญบริจาคสร้อยคอทองคำ เพื่อสร้างพระพุทธรูป เป็นครั้งแรกที่ฉันเริ่มบริจาคสิ่งมีค่าที่สุด( ที่ใช้คำว่าครั้งแรก คุณคงทราบดีว่า จะมีครั้งต่อ ๆไปอีก ที่ฉันจะได้ทำอย่างนี้**) ตอนนั้นฉันจำได้ว่า ฉันไปอยู่ธุดงค์ ที่สภาจาก อยู่จนถึงวันสุดท้าย หลวงพ่อทัตตะได้บอกบุญสร้างพระพุทธรูปทองคำ
ฉันอยากมีส่วนร่วมสร้างพระพุทธรูปมาก ฉันปิติใจตั้งแต่หลวงพ่อพูดถึงการสร้างพระพุทธรูปนี้ ฉันเห็นคนเข้าแถวยาวเยียดเพื่อมีส่วนแห่งบุญนั้น ฉันเองก็อยากออกไป แต่เนื่องจาก ตอนนั้นฉันเป็นเด็ก เป็นคนไม่ค่อยกล้าแสดงออก แล้วการที่ต้องออกไปอย่างนั้น ยืนเป็นจุดเด่น และมีคนมองกันมากมาย มันยากสำหรับฉัน ฉันจึงชวนคนข้าง ๆ ซึ่งก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกันเห็นหน้ากัน อยู่ระหว่างอยู่.....ชวนเขาให้ไปถวายด้วยกันเพราะฉันก็เห็นเขามีสายสร้อยคอทองคำเหมือนกัน แต่สิ่งที่เธอพูดก็คือ.....ถ้าเราถวายแล้วเสียดายในภายหลัง เธอก็รู้ว่าจะไม่ได้บุญใช้ไหม...ฉันนิ่งไปเลย ไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบแบบนี้ แต่กระนั้น..... ฉันก็ยังไม่ลุกไปเสียที เพราะอย่างที่กล่าวมา ฉันรั้งรออยู่ไม่นาน เพราะฉันปิติมาก ปิติจนนั่งไม่ติด ถ้าฉันไม่ออกไป ฉันต้องเป็นอะไร ๆไปแน่ ๆ คือมันปลื้มมากจนหัวแทบระเบิด ( ขอใช้คำนี้ ก่อนนะ เพราะตอนนี้นึกคำอื่นไม่ออก แต่ในที่นี้ หมายถึงสิ่งที่ดีนะ ) ความปิติมัท่วมท้หัวใจ ฉันต้องออกไปให้ได้ แล้วความปลื้มปิตินี้เองที่นำพาขาของฉัน ให้ออกไปเข้าแถวกับเขาด้วย ความกลัวต่าง ๆไม่มีความหมายอีกแล้ว ฉันได้ถวายสายสร้อยคอเส้นนั้นกับเขาด้วยจริง ๆ ฉันปลื้มมาก ในที่สุด.. ฉันก็ทำได้ ภูมิใจมากที่ฉันทำสำเร็จ ได้สร้างบุญใหญ่ ฉันไม่เคยเสียดายสร้อยทองคำเส้นนั้นเลย และเมื่อฉันนึกถึงบุญนี้ ฉันยังปลื้ม
เริ่มเรื่องเลยดีกว่านะ บุญทำแล้วปลื้ม มี บุญบริจาคสร้อยคอทองคำ เพื่อสร้างพระพุทธรูป เป็นครั้งแรกที่ฉันเริ่มบริจาคสิ่งมีค่าที่สุด( ที่ใช้คำว่าครั้งแรก คุณคงทราบดีว่า จะมีครั้งต่อ ๆไปอีก ที่ฉันจะได้ทำอย่างนี้**) ตอนนั้นฉันจำได้ว่า ฉันไปอยู่ธุดงค์ ที่สภาจาก อยู่จนถึงวันสุดท้าย หลวงพ่อทัตตะได้บอกบุญสร้างพระพุทธรูปทองคำ
ฉันอยากมีส่วนร่วมสร้างพระพุทธรูปมาก ฉันปิติใจตั้งแต่หลวงพ่อพูดถึงการสร้างพระพุทธรูปนี้ ฉันเห็นคนเข้าแถวยาวเยียดเพื่อมีส่วนแห่งบุญนั้น ฉันเองก็อยากออกไป แต่เนื่องจาก ตอนนั้นฉันเป็นเด็ก เป็นคนไม่ค่อยกล้าแสดงออก แล้วการที่ต้องออกไปอย่างนั้น ยืนเป็นจุดเด่น และมีคนมองกันมากมาย มันยากสำหรับฉัน ฉันจึงชวนคนข้าง ๆ ซึ่งก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกันเห็นหน้ากัน อยู่ระหว่างอยู่.....ชวนเขาให้ไปถวายด้วยกันเพราะฉันก็เห็นเขามีสายสร้อยคอทองคำเหมือนกัน แต่สิ่งที่เธอพูดก็คือ.....ถ้าเราถวายแล้วเสียดายในภายหลัง เธอก็รู้ว่าจะไม่ได้บุญใช้ไหม...ฉันนิ่งไปเลย ไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบแบบนี้ แต่กระนั้น..... ฉันก็ยังไม่ลุกไปเสียที เพราะอย่างที่กล่าวมา ฉันรั้งรออยู่ไม่นาน เพราะฉันปิติมาก ปิติจนนั่งไม่ติด ถ้าฉันไม่ออกไป ฉันต้องเป็นอะไร ๆไปแน่ ๆ คือมันปลื้มมากจนหัวแทบระเบิด ( ขอใช้คำนี้ ก่อนนะ เพราะตอนนี้นึกคำอื่นไม่ออก แต่ในที่นี้ หมายถึงสิ่งที่ดีนะ ) ความปิติมัท่วมท้หัวใจ ฉันต้องออกไปให้ได้ แล้วความปลื้มปิตินี้เองที่นำพาขาของฉัน ให้ออกไปเข้าแถวกับเขาด้วย ความกลัวต่าง ๆไม่มีความหมายอีกแล้ว ฉันได้ถวายสายสร้อยคอเส้นนั้นกับเขาด้วยจริง ๆ ฉันปลื้มมาก ในที่สุด.. ฉันก็ทำได้ ภูมิใจมากที่ฉันทำสำเร็จ ได้สร้างบุญใหญ่ ฉันไม่เคยเสียดายสร้อยทองคำเส้นนั้นเลย และเมื่อฉันนึกถึงบุญนี้ ฉันยังปลื้ม
แล้วฉันก็อยากบอกว่า วัดพระธรรมกายไม่เคยบังคับให้ใครทำบุญ อย่างเพื่อนฉันที่รู้จักกันตอนอยู่ธุดงค์ เขาก็มีสร้อยคอทองคำ เมื่อเขายังไม่ศรัทธาขณะนั้น ก็ไม่มีใครไปบังคับ หรือไปสะกดจิต ให้เขาบริจาคได้ แต่สำหรับฉัน ฉันศรัทธาและอยากทำเอง
การบริจาคครั้งนั้น ก็ไม่เคยทำให้ฉันจนลงเลย ต่อมาไม่นาน แม่ก็ยังให้สร้อยคอทองคำ ฉันอีก
( ** สิ่งที่ฉันอยากบอกเพิ่มเติม อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ฉันได้โอ้อวดว่า.... ว่าฉันเป็นลูกคนรวยอะไร คือ ฉันอยากจะย้อนว่า แรก ที่ฉันเข้าวัด ฉันก็ทำบุญ สิบบ้าง ยี่สิบบ้าง ก็เก่งแล้ว ร้อยหนึ่งนี้คิดหนัก แต่จะว่า ด้วยโชคดีของฉันหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ ที่แม่..ให้สร้อยคอทองคำกับฉัน และฉันก็ใส่มาด้วย การทำบุญครั้งนั้น ถือว่าเป็นบุญลาภอย่างยิ่ง )





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น